ปัจจุบันคนดีถูกรังแก ไม่มีความเป็นธรรมในสังคม เรา ท่าน ควรหันมาให้ความสนใจในประเด็นนี้ก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ว่าสิ่งใดๆย่อมเกี่ยวพันกันตลอดเวลา
วันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553
วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
วันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
Thai Index-News: ทักษิณ ประกาศปีนี้ได้กลับไทยแน่นอน
Thai Index-News: ทักษิณ ประกาศปีนี้ได้กลับไทยแน่นอน: "พ.ต.ท.ทักษิณ ได้วิดีโอลิงก์ในงานสัมมนาพรรคเพื่อไทย ยืนยันสุขภาพยังแข็งแรง ประกาศปีนี้ได้กลับประเทศไทยอย่างแน่นอน พร้อมแนะรัฐบาล หากอยากปรองด..."
วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันพฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันพุธที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ทหารยิงประชาชน โดยนักข่าวเยอรมันแฉ
ลูกสาวโฮ นักข่าวเยอรมันเล่า วันพ่อถูกยิง
เจ็บสาหัสที่ราชปรารภ ทหารไล่ล่าก่อนเป็นศพ พม.มอบ4แสน"คนตาย" ญาติย้ำ-ไม่คุ้มค่าชีวิต!
สูญเสีย - น.ส.มนชยา พลศรีลา อายุ 25 ปี น้ำตานอง ขณะรับฟังนายนิก นอสติทซ์ นักข่าวอิสระชาวเยอรมัน เล่าถึงเหตุการณ์วันที่นายชาญณรงค์ พลศรีลา บิดาถูกทหารยิงเสียชีวิตที่ราชปรารภ เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.
นักข่าวเยอรมันได้พบลูกสาวแท็กซี่ เหยื่อปืน "ราชปรารภ" แล้ว เล่าเหตุการณ์ที่ถ่ายภาพวัน ถูกยิงตรงแนวยางรถยนต์ ทำเอาลูกสาวผู้ตายร่ำไห้โฮออกมา ฝ่ายนักข่าวเองก็สะเทือนใจจนพลอยร้องไห้ตามไปด้วย ลูกสาวเผยสองคนกับแม่ ออกตามหาศพพ่อตามร.พ.ไปทั่ว จนไปเจอที่รามาฯ มีภาพถ่ายในสภาพเน่าไปแล้วแต่ก็ยังจำได้ พม.แจกเงินเยียวยา 200 ราย รายที่ตายได้รับ 4 แสน แต่ญาติต่างย้ำถึงได้เงินชดเชยก็ไม่คุ้ม ทั้งที่ตายไปก็ไม่ใช่คนเสื้อแดง แต่ผ่านไปเจอลูกหลง
จากกรณีนายนิก นอสทิส นักข่าวอิสระชาวเยอรมัน เดินทางไปพบตำรวจสน.พญาไท เพื่อตามหาผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงคนหนึ่ง ซึ่งนายนิกเห็นเหตุการณ์ขณะถูกทหารยิงบาดเจ็บ ขณะอยู่แนวยางรถยนต์บนถนนราชปรารภ ก่อนได้รับการยืนยันจากตำรวจว่าชายดังกล่าวเสียชีวิตไปแล้ว ชื่อนายชาญณรงค์ พลศรีลา อายุ 45 ปี อาชีพแท็กซี่ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้วนั้น
เมื่อวันที่ 18 พ.ค. น.ส.มนชยา หรือส้มโอ พลศรีลา อายุ 25 ปี พนักงานข้าราชการ กองทัพอากาศ บุตรสาวนายชาญณรงค์ พลศรีลา อายุ 45 ปี ผู้เสียชีวิตจากการกระชับพื้นที่บริเวณหน้าปั๊มน้ำมันเชลล์ ถนนราชปรารภ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ได้เดินทางไปพบนายนิก นอสทิส นักข่าวอิสระชาวเยอรมัน ที่เห็นเหตุการณ์ขณะนายชาญณรงค์ถูกยิง และพยายามเข้าไปช่วยเหลือ โดยทั้งสองนัดหมายเจอกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ย่านสายไหม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.มนชยา หรือส้มโอ สอบถามนายนิก ถึงเหตุการณ์ที่นายชาญณรงค์ถูกยิงทันที โดยสอบถามถึงเรื่องราวต่างๆ วันแรกที่พบพ่อ และช่วงที่ถูกยิงหน้าปั๊มน้ำมันเชลล์ ถนนราชปรารภอย่างละเอียด ทั้งนี้ ระหว่างที่นายนิกเล่าเรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่ต้นให้น้องส้มโอฟัง ทำเอาน้องส้มโอถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ปล่อยโฮออกมาต่อหน้าผู้สื่อข่าว โดยที่นายนิกก็พลอยร้องไห้ออกมาด้วย จนต้องให้น้องส้มโอนั่งพักดื่มน้ำเย็น เพื่อให้หายเครียด ประมาณ 5 นาที จากนั้นนายนิกเล่าเหตุการณ์ต่อช่วงที่นายชาญณรงค์ถูกยิง และช่วงที่นายนิกเข้าไปช่วยเหลือ โดยพยายามนำร่างนายชาญณรงค์ออกจากจุดเกิดเหตุเพื่อไปส่งโรงพยาบาล แต่ไม่สามารถนำออกมาได้ เพราะขณะนั้นมีกำลังทหารประชิดเข้ามาแล้ว
นายนิก เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุเมื่อวันที่ 15 พ.ค. ขณะเดินทางไปทำข่าวอยู่บริเวณราชปรารภ ก็ได้พบเห็นนายชาญณรงค์อยู่บริเวณแนวรั้วยางรถยนต์ ขณะนั้นทราบว่าจะมีทหารบุกเข้ามาสลายการชุมนุมบริเวณดังกล่าว ก่อนหน้านี้ตนและนายชาญณรงค์ก็ได้ยืนอยู่ด้วยกัน และตนยังถ่ายรูปนายชาญณรงค์ไว้ด้วย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ตนไม่มีวันลืมตลอดชีวิตแน่นอน ภาพนายชาญณรงค์ถูกยิงวันนั้นยังติดตาตนตลอดเวลา และจะเดินหน้าหาความเป็นธรรมให้กับนายชาญณรงค์ต่อไป
ส่วนน.ส.มนชยา หรือส้มโอ กล่าวว่า บิดาของตนเดินทางไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดงบริเวณแยกราชปรารภ เมื่อวันที่ 15 พ.ค. และในวันนั้น ตนทราบว่าช่วงประมาณ 15.00 น. จะมีการกระชับพื้นที่ มีความเป็นห่วงพ่อ จึงได้โทรศัพท์ไปหาแต่ไม่ติด คาดว่าน่าจะถูกตัดสัญญาณมือถือ และตลอดทั้งวันทั้งคืนนั้น ก็ไม่สามารถติดต่อพ่อได้เลย จนกระทั่งเช้าวันที่ 16 พ.ค. มารดาตน คือนางสุริยันต์เดินถือหนังสือ พิมพ์ "ข่าวสด" ฉบับบ่ายเป็นวันที่ 17 พ.ค. มาให้ตนดู และบอกว่าพ่อถูกยิงบริเวณราชปรารภ โดยภายในหนังสือพิมพ์วันนั้น เป็นภาพมีชาย 2 คน กำลังหิ้วปีกพ่อออกมาจากที่เกิดเหตุ บริเวณหน้าปั๊มน้ำมันเชลล์
เล่านาทียิง - นายนิก นอสติทซ์ นักข่าวเยอรมัน เล่านาทีที่นายชาญณรงค์ถูกยิงแล้ววิ่งหนีไปหลบในบ่อน้ำ ก่อนจะมีทหารมาลากตัวออกไป และรู้สึกเสียใจมากเมื่อทราบข่าวภายหลังว่านายชาญณรงค์เสียชีวิตในวันนั้น
น.ส.มนชยา กล่าวต่อว่า หลังจากเห็นภาพข่าวว่าพ่อถูกยิง ก็รีบออกตามหาทันทีว่าเขานำพ่อส่งโรงพยาบาลอะไร โดยติดต่อสอบถามไปทุกโรงพยาบาล รวมทั้งศูนย์เอราวัณ ซึ่งเป็นจุดที่รวบรวมรายชื่อผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต แต่ก็ไม่พบ จากนั้นวันที่ 17 พ.ค. ตนได้นำข้อมูลประวัติพ่อโพสต์ลงเฟซบุ๊กและยูทูบ เพราะอยากทราบรายละเอียดคนที่พบเห็นเหตุการณ์หรือคนที่ช่วยเหลือพ่อในวันนั้นว่าเป็นใคร และต้องการทราบความจริงว่าวันนั้นเรื่องราวเป็นอย่างไร น.ส.มนชยา กล่าวอีกว่า กระทั่งวันที่ 19 พ.ค. ตนและแม่ไปตรวจสอบที่ร.พ.วชิระ บริเวณตึกนิติเวชอีก แต่ก็ไม่พบ จึงคิดว่าน่าจะถึงทางตันแล้ว ไม่รู้จะไปตามหาที่ไหน ทางแม่จึงมาบอกให้ตนไปดูที่แผนกนิติเวช ร.พ.รามาธิบดีอีกครั้ง เพราะยังไม่เคยไป พอไปถึงก็ได้เดินเข้าไปยังตึกนิติเวช และสอบถามเจ้าหน้าที่ว่ามีศพชายรูปร่างท้วม ถูกยิงบริเวณราชปรารภ ส่งเข้ามาหรือไม่ ทางโรงพยาบาลจึงนำภาพศพทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมมาให้ดู โดยพบว่ามีอยู่ 2 คนที่ส่งมาจากราชปรารภ ศพแรกเป็นชายรูปร่างผอม ไม่ทราบชื่อ หน้าตาเละ ส่วนศพที่ 2 เป็นชายรูปร่างท้วม มีหนวด อายุประมาณ 40-45 ปี แต่สภาพศพขึ้นอืด ใบหน้าเละจำไม่ได้ เนื่องจากทางโรงพยาบาลไม่ได้ฉีดยา ทั้งนี้ เมื่อตนเห็นศพดังกล่าว จึงยืนยันได้ทันทีว่า คือศพของพ่อตนแน่นอน เพราะจำเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้อย่างแม่นยำ จึงประสานขอรับศพไปบำเพ็ญกุศลทันที
บุตรสาวนายชาญณรงค์ กล่าวอีกว่า ตลอดระยะเวลาที่ตามหาพ่อมาตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. ตนก็มักจะฝันเห็นพ่อเกือบทุกวัน โดยในความฝันนั้นเป็นเหตุการณ์พ่อถูกยิง พอตนตื่นขึ้นมา ก็นั่งนึกว่าจะเป็นไปได้หรือ ที่พ่อมาถูกยิงกลางเมืองหลวงแบบนี้ และยังฝันเห็นพ่อนอนอยู่บนผ้าห่อศพสีขาว ซึ่งเหมือนเป็นลางบอกเหตุว่าพ่อน่าจะเสียชีวิตแล้ว จนกระทั่งมาพบศพ และหลังจากที่นำร่างพ่อไปบำเพ็ญกุศล ตนก็ได้ฝันเห็นพ่ออีก โดยพ่อมาทักทาย พ่อมีรูปร่างหน้าตาหนุ่มหล่อ มาบอกสบายดี ตนถึงกับร้องไห้เมื่อฝันถึงพ่อ
ด้านนายนิก กล่าวว่า วันเกิดเหตุ จำได้ว่าหลังจากที่นายชาญณรงค์ถูกยิงที่หน้าปั๊มแล้ว ได้พยายามคลานเข้ามาในปั๊ม ซึ่งขณะนั้นนักข่าวและผู้ชุมนุมได้ไปรวมตัวกันอยู่ที่ห้องน้ำหลังปั๊ม แล้วปีนข้ามรั้วหนีไปยังบ้านหลังหนึ่ง โดยมีคนเสื้อแดงช่วยกันนำร่างนายชาญณรงค์ข้ามมาด้วย แต่นายชาญณรงค์ลงไปนอนหลบแช่อยู่ในบ่อบัว โผล่มาแค่หน้า และยังส่งเสียงร้องให้ตนช่วย บอกว่า "ผมไม่ไหวแล้ว" แต่เมื่อทหารปีนข้ามรั้วมาได้ ก็ด่านายชาญณรงค์อย่างหยาบคายว่า ทำไมถึงไม่ตาย แล้วสั่งให้ตนช่วยดึงขึ้นมาจากน้ำ แต่ตนดึงคนเดียวไม่ไหว ทหารก็เลยเข้ามาดึงแขนนายชาญณรงค์ขึ้นมาแล้วพาข้ามกำแพงไป เมื่อได้ทราบว่านายชาญณรงค์เสียชีวิตแล้ว ก็รู้สึกเสียใจ แต่ถ้าถามตนว่ารู้สึกสบายใจขึ้นหรือไม่ ที่ได้พบบุตรสาวคนที่เสียชีวิต บอกได้ว่าไม่ เพราะการสูญเสียชีวิตนั้น ไม่สามารถที่จะเรียกกลับคืนมาได้
ก่อนตาย - ภาพถ่ายที่นายนิกบันทึกไว้ตอนที่นายชาญณรงค์ยิงหนังสติ๊กสู้กับทหารที่ถนนราชปรารภ ส่วนรูปขวา คนเสื้อแดงพยายาม ลากนายชาญณรงค์ซึ่งถูกยิงสาหัสเข้ามาหลบที่หลังปั๊มน้ำมันใกล้จุดเกิดเหตุ ก่อนจะเสียชีวิต
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากที่นายนิกและน้องส้มโอพูดคุยกันเสร็จ ก็ได้แลกเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ และอีเมล์ โดยนายนิกรับปากว่าจะส่งภาพเหตุการณ์พ่อน้องส้มโอที่ถูกยิงในวันนั้นให้ดูทั้งหมด
เวลา 13.00 น. ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นายจิรเดช อานุภาวธรรม ที่ปรึกษารมว.พม. เป็นประธานพิธีมอบเงินเยียวยาช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบ 200 ราย เป็นผู้เสียชีวิต 4 ราย และผู้บาดเจ็บ 196 ราย แบ่งเป็นประชาชน 119 ราย ทหาร 78 ราย และตำรวจ 3 ราย จำนวนเงิน 9,300,000 บาท โดยกระทรวงได้มอบเงินเยียวยาให้ผู้เสียหายรวมแล้ว 10 ครั้ง รวม 1,205 ราย เป็นเงินทั้งสิ้น 57,004,207 บาท
นางนันที วรรณจักร อายุ 51 ปี มารดาของนายชัยยันต์ วรรณจักร อายุ 21 ปี พนักงานบาร์น้ำโรงแรมอิมพีเรียล สุขุมวิท 24 ซึ่งเสียชีวิตบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง เมื่อวันที่ 14 พ.ค. กล่าวภายหลังการรับเงินเยียวยา 4 แสนบาทว่า ลูกชายทำงานแผนกบาร์น้ำของโรงแรม จะเลิกงานกลับบ้านเวลาสี่ทุ่มทุกวัน ส่วนครอบครัวและตนอยู่ที่กาฬสินธุ์ ซึ่งตนจะโทรศัพท์มาหาลูกชายช่วงบ่ายๆ เย็นๆ เป็นระยะทุกวัน แต่วันที่ 14 พ.ค. ทางโรงแรมให้พนักงานกลับบ้านเร็วกว่าปกติ ลูกชายตนได้ขี่รถมอเตอร์ไซค์กลับที่พักบริเวณหลังสน.พญาไท ย่านถนนเพชรบุรีซอย 5 เวลาประมาณ 19.00 น. ตนได้โทร.เข้ามือถือลูกชาย ก็พบว่าหมอรับสายแจ้งว่าลูกชายถูกยิง 2 นัด ตรงสะโพกซ้ายทะลุเส้นเลือดแดงใหญ่และอีกนัดฝังในบาดเจ็บสาหัส ขณะขี่รถผ่านมาทางสามเหลี่ยมดินแดง ถูกส่งมาโรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ตนจึงรีบเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ทันที
"จากนั้นประมาณสามทุ่ม หมอก็โทร.มาแจ้งว่าลูกชายเสียชีวิตแล้ว พอ 7 โมงเช้าวันที่ 15 พ.ค. ฉันถึงกรุงเทพฯ ก็ไปแจ้งความที่สน. ดินแดง และขอรับศพลูกชายไปชันสูตรที่โรงพยาบาลรามาฯ ก่อนนำกลับไปทำพิธีที่บ้าน เราก็ไม่รู้ว่าใครยิงลูกชาย คนที่เข้ามาช่วยก็ถูกยิงตายเหมือนกัน ลูกชายเองไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วย ไม่เคยมาชุมนุม ทำงานอย่างเดียว ลูกชายเป็นคนกตัญญูมาก เงินเดือนประมาณ 7,000 บาท ก็ส่งให้แม่ 1,500-2,000 บาททุกเดือน วันนั้นเพื่อนลูกชายที่พักด้วยกันก็ซื้อข้าวผัดมารอ แต่สุดท้ายลูกชายก็ไม่ได้กิน" นางนันทีกล่าว
นางนันที กล่าวว่า ตนเสียใจมากที่ต้องสูญเสียลูกชาย ตนเป็นผู้ช่วยครู ดูแลเด็กในศูนย์เด็กฯ ที่กาฬสินธุ์ เงินเดือน 6,200 บาท ส่วนสามีรับจ้างก่อสร้าง มีลูกชายอีกคนกำลังเรียนหนังสือ แม้จะได้รับเงินเยียวยา แต่ไม่เพียงพอกับชีวิตคนหนึ่งคน เราเลี้ยงดูมาเยอะ ลูกเป็นเด็กกตัญญูมาก ทั้งนี้ อยากให้ประเทศกลับมาสงบสุข ไม่มีเหตุการณ์รุนแรง ไม่อยากให้มีใครต้องมาตาย และก็ต้องมาเสียใจกันทุกคนแบบนี้
ด้านนางหนูชิต คำกอง ภรรยานายพัน คำกอง อายุ 44 ปี ที่เสียชีวิตย่านราชปรารภ กล่าวว่า สามีมีอาชีพขับแท็กซี่ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 พ.ค. โดยวันนั้นสามีจะไปขับแท็กซี่ ได้เอารถไปเช็กที่อู่ข้างวัดสระเกศ พบว่ารถแอร์ไม่เย็น จึงจะกลับมาหาลูกๆ ที่พักย่านพัฒนาการ 43 แต่ไม่มีรถเมล์ จึงได้เดินไปถึงบริเวณย่านราชปรารภ ก็ถูกทหารกั้นไม่ให้เข้าออกย่านนั้น สามีจึงไปอยู่กับรปภ.ที่ไซต์ก่อสร้างคอนโดฯ ไอดีโอ ก็นั่งคุยกับคนงานก่อสร้าง จนถึง 20.00 น. ก็ยังไปไหนไม่ได้ สามียังบ่นกับคนงานว่าอยากกลับไปหาลูกๆ ลูกรอกินข้าวกันอยู่ จนกระทั่งเวลา 24.00 น. ได้มีรถตู้วิ่งเข้ามาทั้งที่ทหารห้ามไม่ให้เข้า ทหารที่อยู่สองฝั่งถนนได้ยิงใส่รถตู้ รถตู้วิ่งฝ่ากระสุนไปได้ แต่สามีของตนถูกยิงที่ราวนมซ้ายและเสียชีวิต
"ปกติสามีไม่เคยไปร่วมชุมนุมอะไรแบบนี้อยู่แล้ว เงินเยียวยาที่ได้ไม่คุ้มค่าชีวิตสามีเลย ถึงเราหาเช้ากินค่ำ ฉันเป็นแม่บ้านโรงแรม สามีขับแท็กซี่แต่เราก็ภูมิใจที่ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา วันนี้เสียเสาหลักไปก็รู้สึกเสียใจ ชีวิตวันนี้เปลี่ยนไปหมดแล้ว สามีต้องมาตายแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว เราคนเดียวต้องดูแลลูกอีก 4 คน เราไม่ได้อยู่สีไหนฝ่ายไหน แต่มองว่าเสื้อแดงถอยแล้ว จะปรองดองกันได้ไหม อยากวอนรัฐบาลว่าการเรียกร้องประชาธิปไตยไม่ได้ผิด แต่มาทำแบบนี้ต้องสูญเสียชีวิต ซึ่งได้พูดคุยกับหลายคนพบว่ายังมีญาติพี่น้องหายไปไม่กลับบ้าน และไม่รู้ไปไหน ไม่รู้อีกกี่ครอบครัวต้องลำบากสาหัส ไม่อยากให้มีการทำลายชีวิตคนบริสุทธิ์อีกต่อไป ทุกวันนี้ยังทำใจไม่ได้ที่สามีเสียชีวิต เห็นหน้าลูกก็เห็นหน้าสามีตลอด" นางหนูชิตกล่าว
นางรงค์ ประจวบสุข อายุ 45 ปี ชาวสุรินทร์ ภรรยานายประจวบ ประจวบสุข อายุ 42 ปี อาชีพรับจ้าง ที่เสียชีวิตเช่นกัน กล่าวว่า สามีเพิ่งมาทำงานรับจ้างย่านสำโรงได้ 10 วัน โดยเมื่อวันที่ 16 พ.ค. มีคนโทร.มาแจ้งตนว่าสามีถูกยิงที่หน้าอกแถวย่านบ่อนไก่ พระราม 4 ที่มีการชุมนุมกัน ตนตกใจมาก เพราะให้สามีไปทำงานแล้วไปโดนยิงได้อย่างไร จากนั้นวันที่ 17 พ.ค. ตนกำลังจะเดินทางไปกรุงเทพฯ ก็ได้รับโทร ศัพท์แจ้งว่าสามีเสียชีวิตแล้ว ตนได้สอบถามเพื่อนที่ทำงานของสามีเล่าว่าสามีขอตามเพื่อนมาดูเหตุการณ์ เพราะได้ข่าวว่ามีการยิงกัน อยากทราบว่ายิงกันจริงหรือไม่ โดยสามีบอกว่าเป็นคนรักประชาธิปไตยต้องไปดู ที่ผ่านมาสามีก็เป็นคนที่สนใจข่าวสารบ้านเมืองชอบดูข่าวการเมือง กีฬา แต่ไม่ได้ไปร่วมชุมนุมการเมืองอะไร
นางรงค์ กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้สามีตกงานมาหลายเดือน กลับมาอยู่บ้านก็ถูกคนตีหัว จนทำงานไม่ได้อยู่นาน และเคยผ่าตัดไส้เลื่อน พอได้งานรับจ้างก็รีบไปทำที่สำโรง ได้ค่าจ้างวันละ 170-200 บาท แต่ก็เหลือไม่ถึงที่บ้าน เพราะต้องซื้อหาอาหารกินเอง เมื่อสามีมาเสียชีวิตแบบนี้ ครอบครัวมีลูก 3 คน ยังเล็กและยังเรียนหนังสือก็ยิ่งลำบากมาก เพราะตนเองก็แขนขวาพิการพับไม่ได้ ทุกวันนี้รู้สึกหดหู่ในชีวิต จากที่เคยพึ่งพาสามีได้ก็ไม่มีแล้ว คิดว่าสามีไม่น่ามาตายแบบนี้ อยากวอนรัฐบาลให้ดูแลคนที่ทุกข์ยาก ให้มีงานทำ มีอาชีพ ตนเป็นแค่คนยากจนออกความเห็นไปรัฐบาลก็คงไม่สนใจ ทุกวันนี้ได้แต่สอนลูกหลานให้รักกัน อย่าทะเลาะอย่าฆ่ากันแบบนี้
เจ็บสาหัสที่ราชปรารภ ทหารไล่ล่าก่อนเป็นศพ พม.มอบ4แสน"คนตาย" ญาติย้ำ-ไม่คุ้มค่าชีวิต!
สูญเสีย - น.ส.มนชยา พลศรีลา อายุ 25 ปี น้ำตานอง ขณะรับฟังนายนิก นอสติทซ์ นักข่าวอิสระชาวเยอรมัน เล่าถึงเหตุการณ์วันที่นายชาญณรงค์ พลศรีลา บิดาถูกทหารยิงเสียชีวิตที่ราชปรารภ เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.
นักข่าวเยอรมันได้พบลูกสาวแท็กซี่ เหยื่อปืน "ราชปรารภ" แล้ว เล่าเหตุการณ์ที่ถ่ายภาพวัน ถูกยิงตรงแนวยางรถยนต์ ทำเอาลูกสาวผู้ตายร่ำไห้โฮออกมา ฝ่ายนักข่าวเองก็สะเทือนใจจนพลอยร้องไห้ตามไปด้วย ลูกสาวเผยสองคนกับแม่ ออกตามหาศพพ่อตามร.พ.ไปทั่ว จนไปเจอที่รามาฯ มีภาพถ่ายในสภาพเน่าไปแล้วแต่ก็ยังจำได้ พม.แจกเงินเยียวยา 200 ราย รายที่ตายได้รับ 4 แสน แต่ญาติต่างย้ำถึงได้เงินชดเชยก็ไม่คุ้ม ทั้งที่ตายไปก็ไม่ใช่คนเสื้อแดง แต่ผ่านไปเจอลูกหลง
จากกรณีนายนิก นอสทิส นักข่าวอิสระชาวเยอรมัน เดินทางไปพบตำรวจสน.พญาไท เพื่อตามหาผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงคนหนึ่ง ซึ่งนายนิกเห็นเหตุการณ์ขณะถูกทหารยิงบาดเจ็บ ขณะอยู่แนวยางรถยนต์บนถนนราชปรารภ ก่อนได้รับการยืนยันจากตำรวจว่าชายดังกล่าวเสียชีวิตไปแล้ว ชื่อนายชาญณรงค์ พลศรีลา อายุ 45 ปี อาชีพแท็กซี่ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้วนั้น
เมื่อวันที่ 18 พ.ค. น.ส.มนชยา หรือส้มโอ พลศรีลา อายุ 25 ปี พนักงานข้าราชการ กองทัพอากาศ บุตรสาวนายชาญณรงค์ พลศรีลา อายุ 45 ปี ผู้เสียชีวิตจากการกระชับพื้นที่บริเวณหน้าปั๊มน้ำมันเชลล์ ถนนราชปรารภ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ได้เดินทางไปพบนายนิก นอสทิส นักข่าวอิสระชาวเยอรมัน ที่เห็นเหตุการณ์ขณะนายชาญณรงค์ถูกยิง และพยายามเข้าไปช่วยเหลือ โดยทั้งสองนัดหมายเจอกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ย่านสายไหม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.มนชยา หรือส้มโอ สอบถามนายนิก ถึงเหตุการณ์ที่นายชาญณรงค์ถูกยิงทันที โดยสอบถามถึงเรื่องราวต่างๆ วันแรกที่พบพ่อ และช่วงที่ถูกยิงหน้าปั๊มน้ำมันเชลล์ ถนนราชปรารภอย่างละเอียด ทั้งนี้ ระหว่างที่นายนิกเล่าเรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่ต้นให้น้องส้มโอฟัง ทำเอาน้องส้มโอถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ปล่อยโฮออกมาต่อหน้าผู้สื่อข่าว โดยที่นายนิกก็พลอยร้องไห้ออกมาด้วย จนต้องให้น้องส้มโอนั่งพักดื่มน้ำเย็น เพื่อให้หายเครียด ประมาณ 5 นาที จากนั้นนายนิกเล่าเหตุการณ์ต่อช่วงที่นายชาญณรงค์ถูกยิง และช่วงที่นายนิกเข้าไปช่วยเหลือ โดยพยายามนำร่างนายชาญณรงค์ออกจากจุดเกิดเหตุเพื่อไปส่งโรงพยาบาล แต่ไม่สามารถนำออกมาได้ เพราะขณะนั้นมีกำลังทหารประชิดเข้ามาแล้ว
นายนิก เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุเมื่อวันที่ 15 พ.ค. ขณะเดินทางไปทำข่าวอยู่บริเวณราชปรารภ ก็ได้พบเห็นนายชาญณรงค์อยู่บริเวณแนวรั้วยางรถยนต์ ขณะนั้นทราบว่าจะมีทหารบุกเข้ามาสลายการชุมนุมบริเวณดังกล่าว ก่อนหน้านี้ตนและนายชาญณรงค์ก็ได้ยืนอยู่ด้วยกัน และตนยังถ่ายรูปนายชาญณรงค์ไว้ด้วย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ตนไม่มีวันลืมตลอดชีวิตแน่นอน ภาพนายชาญณรงค์ถูกยิงวันนั้นยังติดตาตนตลอดเวลา และจะเดินหน้าหาความเป็นธรรมให้กับนายชาญณรงค์ต่อไป
ส่วนน.ส.มนชยา หรือส้มโอ กล่าวว่า บิดาของตนเดินทางไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดงบริเวณแยกราชปรารภ เมื่อวันที่ 15 พ.ค. และในวันนั้น ตนทราบว่าช่วงประมาณ 15.00 น. จะมีการกระชับพื้นที่ มีความเป็นห่วงพ่อ จึงได้โทรศัพท์ไปหาแต่ไม่ติด คาดว่าน่าจะถูกตัดสัญญาณมือถือ และตลอดทั้งวันทั้งคืนนั้น ก็ไม่สามารถติดต่อพ่อได้เลย จนกระทั่งเช้าวันที่ 16 พ.ค. มารดาตน คือนางสุริยันต์เดินถือหนังสือ พิมพ์ "ข่าวสด" ฉบับบ่ายเป็นวันที่ 17 พ.ค. มาให้ตนดู และบอกว่าพ่อถูกยิงบริเวณราชปรารภ โดยภายในหนังสือพิมพ์วันนั้น เป็นภาพมีชาย 2 คน กำลังหิ้วปีกพ่อออกมาจากที่เกิดเหตุ บริเวณหน้าปั๊มน้ำมันเชลล์
เล่านาทียิง - นายนิก นอสติทซ์ นักข่าวเยอรมัน เล่านาทีที่นายชาญณรงค์ถูกยิงแล้ววิ่งหนีไปหลบในบ่อน้ำ ก่อนจะมีทหารมาลากตัวออกไป และรู้สึกเสียใจมากเมื่อทราบข่าวภายหลังว่านายชาญณรงค์เสียชีวิตในวันนั้น
น.ส.มนชยา กล่าวต่อว่า หลังจากเห็นภาพข่าวว่าพ่อถูกยิง ก็รีบออกตามหาทันทีว่าเขานำพ่อส่งโรงพยาบาลอะไร โดยติดต่อสอบถามไปทุกโรงพยาบาล รวมทั้งศูนย์เอราวัณ ซึ่งเป็นจุดที่รวบรวมรายชื่อผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต แต่ก็ไม่พบ จากนั้นวันที่ 17 พ.ค. ตนได้นำข้อมูลประวัติพ่อโพสต์ลงเฟซบุ๊กและยูทูบ เพราะอยากทราบรายละเอียดคนที่พบเห็นเหตุการณ์หรือคนที่ช่วยเหลือพ่อในวันนั้นว่าเป็นใคร และต้องการทราบความจริงว่าวันนั้นเรื่องราวเป็นอย่างไร น.ส.มนชยา กล่าวอีกว่า กระทั่งวันที่ 19 พ.ค. ตนและแม่ไปตรวจสอบที่ร.พ.วชิระ บริเวณตึกนิติเวชอีก แต่ก็ไม่พบ จึงคิดว่าน่าจะถึงทางตันแล้ว ไม่รู้จะไปตามหาที่ไหน ทางแม่จึงมาบอกให้ตนไปดูที่แผนกนิติเวช ร.พ.รามาธิบดีอีกครั้ง เพราะยังไม่เคยไป พอไปถึงก็ได้เดินเข้าไปยังตึกนิติเวช และสอบถามเจ้าหน้าที่ว่ามีศพชายรูปร่างท้วม ถูกยิงบริเวณราชปรารภ ส่งเข้ามาหรือไม่ ทางโรงพยาบาลจึงนำภาพศพทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมมาให้ดู โดยพบว่ามีอยู่ 2 คนที่ส่งมาจากราชปรารภ ศพแรกเป็นชายรูปร่างผอม ไม่ทราบชื่อ หน้าตาเละ ส่วนศพที่ 2 เป็นชายรูปร่างท้วม มีหนวด อายุประมาณ 40-45 ปี แต่สภาพศพขึ้นอืด ใบหน้าเละจำไม่ได้ เนื่องจากทางโรงพยาบาลไม่ได้ฉีดยา ทั้งนี้ เมื่อตนเห็นศพดังกล่าว จึงยืนยันได้ทันทีว่า คือศพของพ่อตนแน่นอน เพราะจำเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้อย่างแม่นยำ จึงประสานขอรับศพไปบำเพ็ญกุศลทันที
บุตรสาวนายชาญณรงค์ กล่าวอีกว่า ตลอดระยะเวลาที่ตามหาพ่อมาตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. ตนก็มักจะฝันเห็นพ่อเกือบทุกวัน โดยในความฝันนั้นเป็นเหตุการณ์พ่อถูกยิง พอตนตื่นขึ้นมา ก็นั่งนึกว่าจะเป็นไปได้หรือ ที่พ่อมาถูกยิงกลางเมืองหลวงแบบนี้ และยังฝันเห็นพ่อนอนอยู่บนผ้าห่อศพสีขาว ซึ่งเหมือนเป็นลางบอกเหตุว่าพ่อน่าจะเสียชีวิตแล้ว จนกระทั่งมาพบศพ และหลังจากที่นำร่างพ่อไปบำเพ็ญกุศล ตนก็ได้ฝันเห็นพ่ออีก โดยพ่อมาทักทาย พ่อมีรูปร่างหน้าตาหนุ่มหล่อ มาบอกสบายดี ตนถึงกับร้องไห้เมื่อฝันถึงพ่อ
ด้านนายนิก กล่าวว่า วันเกิดเหตุ จำได้ว่าหลังจากที่นายชาญณรงค์ถูกยิงที่หน้าปั๊มแล้ว ได้พยายามคลานเข้ามาในปั๊ม ซึ่งขณะนั้นนักข่าวและผู้ชุมนุมได้ไปรวมตัวกันอยู่ที่ห้องน้ำหลังปั๊ม แล้วปีนข้ามรั้วหนีไปยังบ้านหลังหนึ่ง โดยมีคนเสื้อแดงช่วยกันนำร่างนายชาญณรงค์ข้ามมาด้วย แต่นายชาญณรงค์ลงไปนอนหลบแช่อยู่ในบ่อบัว โผล่มาแค่หน้า และยังส่งเสียงร้องให้ตนช่วย บอกว่า "ผมไม่ไหวแล้ว" แต่เมื่อทหารปีนข้ามรั้วมาได้ ก็ด่านายชาญณรงค์อย่างหยาบคายว่า ทำไมถึงไม่ตาย แล้วสั่งให้ตนช่วยดึงขึ้นมาจากน้ำ แต่ตนดึงคนเดียวไม่ไหว ทหารก็เลยเข้ามาดึงแขนนายชาญณรงค์ขึ้นมาแล้วพาข้ามกำแพงไป เมื่อได้ทราบว่านายชาญณรงค์เสียชีวิตแล้ว ก็รู้สึกเสียใจ แต่ถ้าถามตนว่ารู้สึกสบายใจขึ้นหรือไม่ ที่ได้พบบุตรสาวคนที่เสียชีวิต บอกได้ว่าไม่ เพราะการสูญเสียชีวิตนั้น ไม่สามารถที่จะเรียกกลับคืนมาได้
ก่อนตาย - ภาพถ่ายที่นายนิกบันทึกไว้ตอนที่นายชาญณรงค์ยิงหนังสติ๊กสู้กับทหารที่ถนนราชปรารภ ส่วนรูปขวา คนเสื้อแดงพยายาม ลากนายชาญณรงค์ซึ่งถูกยิงสาหัสเข้ามาหลบที่หลังปั๊มน้ำมันใกล้จุดเกิดเหตุ ก่อนจะเสียชีวิต
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากที่นายนิกและน้องส้มโอพูดคุยกันเสร็จ ก็ได้แลกเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ และอีเมล์ โดยนายนิกรับปากว่าจะส่งภาพเหตุการณ์พ่อน้องส้มโอที่ถูกยิงในวันนั้นให้ดูทั้งหมด
เวลา 13.00 น. ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นายจิรเดช อานุภาวธรรม ที่ปรึกษารมว.พม. เป็นประธานพิธีมอบเงินเยียวยาช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบ 200 ราย เป็นผู้เสียชีวิต 4 ราย และผู้บาดเจ็บ 196 ราย แบ่งเป็นประชาชน 119 ราย ทหาร 78 ราย และตำรวจ 3 ราย จำนวนเงิน 9,300,000 บาท โดยกระทรวงได้มอบเงินเยียวยาให้ผู้เสียหายรวมแล้ว 10 ครั้ง รวม 1,205 ราย เป็นเงินทั้งสิ้น 57,004,207 บาท
นางนันที วรรณจักร อายุ 51 ปี มารดาของนายชัยยันต์ วรรณจักร อายุ 21 ปี พนักงานบาร์น้ำโรงแรมอิมพีเรียล สุขุมวิท 24 ซึ่งเสียชีวิตบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง เมื่อวันที่ 14 พ.ค. กล่าวภายหลังการรับเงินเยียวยา 4 แสนบาทว่า ลูกชายทำงานแผนกบาร์น้ำของโรงแรม จะเลิกงานกลับบ้านเวลาสี่ทุ่มทุกวัน ส่วนครอบครัวและตนอยู่ที่กาฬสินธุ์ ซึ่งตนจะโทรศัพท์มาหาลูกชายช่วงบ่ายๆ เย็นๆ เป็นระยะทุกวัน แต่วันที่ 14 พ.ค. ทางโรงแรมให้พนักงานกลับบ้านเร็วกว่าปกติ ลูกชายตนได้ขี่รถมอเตอร์ไซค์กลับที่พักบริเวณหลังสน.พญาไท ย่านถนนเพชรบุรีซอย 5 เวลาประมาณ 19.00 น. ตนได้โทร.เข้ามือถือลูกชาย ก็พบว่าหมอรับสายแจ้งว่าลูกชายถูกยิง 2 นัด ตรงสะโพกซ้ายทะลุเส้นเลือดแดงใหญ่และอีกนัดฝังในบาดเจ็บสาหัส ขณะขี่รถผ่านมาทางสามเหลี่ยมดินแดง ถูกส่งมาโรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ตนจึงรีบเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ทันที
"จากนั้นประมาณสามทุ่ม หมอก็โทร.มาแจ้งว่าลูกชายเสียชีวิตแล้ว พอ 7 โมงเช้าวันที่ 15 พ.ค. ฉันถึงกรุงเทพฯ ก็ไปแจ้งความที่สน. ดินแดง และขอรับศพลูกชายไปชันสูตรที่โรงพยาบาลรามาฯ ก่อนนำกลับไปทำพิธีที่บ้าน เราก็ไม่รู้ว่าใครยิงลูกชาย คนที่เข้ามาช่วยก็ถูกยิงตายเหมือนกัน ลูกชายเองไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วย ไม่เคยมาชุมนุม ทำงานอย่างเดียว ลูกชายเป็นคนกตัญญูมาก เงินเดือนประมาณ 7,000 บาท ก็ส่งให้แม่ 1,500-2,000 บาททุกเดือน วันนั้นเพื่อนลูกชายที่พักด้วยกันก็ซื้อข้าวผัดมารอ แต่สุดท้ายลูกชายก็ไม่ได้กิน" นางนันทีกล่าว
นางนันที กล่าวว่า ตนเสียใจมากที่ต้องสูญเสียลูกชาย ตนเป็นผู้ช่วยครู ดูแลเด็กในศูนย์เด็กฯ ที่กาฬสินธุ์ เงินเดือน 6,200 บาท ส่วนสามีรับจ้างก่อสร้าง มีลูกชายอีกคนกำลังเรียนหนังสือ แม้จะได้รับเงินเยียวยา แต่ไม่เพียงพอกับชีวิตคนหนึ่งคน เราเลี้ยงดูมาเยอะ ลูกเป็นเด็กกตัญญูมาก ทั้งนี้ อยากให้ประเทศกลับมาสงบสุข ไม่มีเหตุการณ์รุนแรง ไม่อยากให้มีใครต้องมาตาย และก็ต้องมาเสียใจกันทุกคนแบบนี้
ด้านนางหนูชิต คำกอง ภรรยานายพัน คำกอง อายุ 44 ปี ที่เสียชีวิตย่านราชปรารภ กล่าวว่า สามีมีอาชีพขับแท็กซี่ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 พ.ค. โดยวันนั้นสามีจะไปขับแท็กซี่ ได้เอารถไปเช็กที่อู่ข้างวัดสระเกศ พบว่ารถแอร์ไม่เย็น จึงจะกลับมาหาลูกๆ ที่พักย่านพัฒนาการ 43 แต่ไม่มีรถเมล์ จึงได้เดินไปถึงบริเวณย่านราชปรารภ ก็ถูกทหารกั้นไม่ให้เข้าออกย่านนั้น สามีจึงไปอยู่กับรปภ.ที่ไซต์ก่อสร้างคอนโดฯ ไอดีโอ ก็นั่งคุยกับคนงานก่อสร้าง จนถึง 20.00 น. ก็ยังไปไหนไม่ได้ สามียังบ่นกับคนงานว่าอยากกลับไปหาลูกๆ ลูกรอกินข้าวกันอยู่ จนกระทั่งเวลา 24.00 น. ได้มีรถตู้วิ่งเข้ามาทั้งที่ทหารห้ามไม่ให้เข้า ทหารที่อยู่สองฝั่งถนนได้ยิงใส่รถตู้ รถตู้วิ่งฝ่ากระสุนไปได้ แต่สามีของตนถูกยิงที่ราวนมซ้ายและเสียชีวิต
"ปกติสามีไม่เคยไปร่วมชุมนุมอะไรแบบนี้อยู่แล้ว เงินเยียวยาที่ได้ไม่คุ้มค่าชีวิตสามีเลย ถึงเราหาเช้ากินค่ำ ฉันเป็นแม่บ้านโรงแรม สามีขับแท็กซี่แต่เราก็ภูมิใจที่ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา วันนี้เสียเสาหลักไปก็รู้สึกเสียใจ ชีวิตวันนี้เปลี่ยนไปหมดแล้ว สามีต้องมาตายแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว เราคนเดียวต้องดูแลลูกอีก 4 คน เราไม่ได้อยู่สีไหนฝ่ายไหน แต่มองว่าเสื้อแดงถอยแล้ว จะปรองดองกันได้ไหม อยากวอนรัฐบาลว่าการเรียกร้องประชาธิปไตยไม่ได้ผิด แต่มาทำแบบนี้ต้องสูญเสียชีวิต ซึ่งได้พูดคุยกับหลายคนพบว่ายังมีญาติพี่น้องหายไปไม่กลับบ้าน และไม่รู้ไปไหน ไม่รู้อีกกี่ครอบครัวต้องลำบากสาหัส ไม่อยากให้มีการทำลายชีวิตคนบริสุทธิ์อีกต่อไป ทุกวันนี้ยังทำใจไม่ได้ที่สามีเสียชีวิต เห็นหน้าลูกก็เห็นหน้าสามีตลอด" นางหนูชิตกล่าว
นางรงค์ ประจวบสุข อายุ 45 ปี ชาวสุรินทร์ ภรรยานายประจวบ ประจวบสุข อายุ 42 ปี อาชีพรับจ้าง ที่เสียชีวิตเช่นกัน กล่าวว่า สามีเพิ่งมาทำงานรับจ้างย่านสำโรงได้ 10 วัน โดยเมื่อวันที่ 16 พ.ค. มีคนโทร.มาแจ้งตนว่าสามีถูกยิงที่หน้าอกแถวย่านบ่อนไก่ พระราม 4 ที่มีการชุมนุมกัน ตนตกใจมาก เพราะให้สามีไปทำงานแล้วไปโดนยิงได้อย่างไร จากนั้นวันที่ 17 พ.ค. ตนกำลังจะเดินทางไปกรุงเทพฯ ก็ได้รับโทร ศัพท์แจ้งว่าสามีเสียชีวิตแล้ว ตนได้สอบถามเพื่อนที่ทำงานของสามีเล่าว่าสามีขอตามเพื่อนมาดูเหตุการณ์ เพราะได้ข่าวว่ามีการยิงกัน อยากทราบว่ายิงกันจริงหรือไม่ โดยสามีบอกว่าเป็นคนรักประชาธิปไตยต้องไปดู ที่ผ่านมาสามีก็เป็นคนที่สนใจข่าวสารบ้านเมืองชอบดูข่าวการเมือง กีฬา แต่ไม่ได้ไปร่วมชุมนุมการเมืองอะไร
นางรงค์ กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้สามีตกงานมาหลายเดือน กลับมาอยู่บ้านก็ถูกคนตีหัว จนทำงานไม่ได้อยู่นาน และเคยผ่าตัดไส้เลื่อน พอได้งานรับจ้างก็รีบไปทำที่สำโรง ได้ค่าจ้างวันละ 170-200 บาท แต่ก็เหลือไม่ถึงที่บ้าน เพราะต้องซื้อหาอาหารกินเอง เมื่อสามีมาเสียชีวิตแบบนี้ ครอบครัวมีลูก 3 คน ยังเล็กและยังเรียนหนังสือก็ยิ่งลำบากมาก เพราะตนเองก็แขนขวาพิการพับไม่ได้ ทุกวันนี้รู้สึกหดหู่ในชีวิต จากที่เคยพึ่งพาสามีได้ก็ไม่มีแล้ว คิดว่าสามีไม่น่ามาตายแบบนี้ อยากวอนรัฐบาลให้ดูแลคนที่ทุกข์ยาก ให้มีงานทำ มีอาชีพ ตนเป็นแค่คนยากจนออกความเห็นไปรัฐบาลก็คงไม่สนใจ ทุกวันนี้ได้แต่สอนลูกหลานให้รักกัน อย่าทะเลาะอย่าฆ่ากันแบบนี้
วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วิกฤตชาดครั้งนี้ เป็นวิกฤตชาติที่รุนแรงที่สุดเท่าที่สังคมไทยเคยประสบมา และไฟแห่งความแค้นความรุนแรงยังระอุอยู่ในหลายๆ พื้นที่ จนทำให้รัฐบาล .. คงไว้ซึ่
วิกฤตชาดครั้งนี้ เป็นวิกฤตชาติที่รุนแรงที่สุดเท่าที่สังคมไทยเคยประสบมา และไฟแห่งความแค้นความรุนแรงยังระอุอยู่ในหลายๆ พื้นที่ จนทำให้รัฐบาล .. คงไว้ซึ่งมาตรการควบคุม (Repression) และจำกัด (Restriction)
ไม่มีใครจะคาดคิดมาก่อนว่า การชุมนุมทางการเมืองของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือที่รู้จักกันว่ากลุ่มคนเสื้อแดง (Red shirts) ในช่วงระหว่างกลางเดือนมีนาคมและพฤษภาคม จะเลวร้ายกลายเป็นวิกฤติชาด (Red crisis) ที่สั่นสะเทือนสังคมไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน
การชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงกว่า 68 วัน ที่พัฒนากลายเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่รุนแรงที่สุดในประวัติการเมืองไทยยุคใหม่ มีลักษณะพิเศษสำคัญๆ ที่ทำให้แตกต่างจากการชุมนุมทางการเมืองอื่นๆ เท่าที่เคยเกิดขึ้นในเมืองไทยหลายๆ ประการ
ประการแรก ในช่วงแรกเริ่มของการชุมนุม กลุ่มคนเสื้อแดงประกอบพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ (Ritual) ด้วยการเทเลือดในสถานที่ต่างๆ ของฝ่ายปฏิปักษ์ (Rivals) ทางการเมือง โดยเฉพาะทำเนียบรัฐบาล ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ และบ้านพักของนายกรัฐมนตรี รวมทั้งที่บริเวณอนุสาวรีย์พระเจ้ากาวิละ ซึ่งเป็นอดีตเจ้าเมือง (Ruler) เชียงใหม่คนแรก
ประการที่สอง การปรากฏตัวของนักรบโรนิน (Ronin) และกลุ่มคนเสื้อดำติดอาวุธที่ผ่านการฝึกฝนทักษะรบพิเศษ (Rangers) กลายเป็น "อาวุธ" อันทรงพลังที่ทำให้ทฤษฎี "แก้วสามประการ" ของกลุ่มคนเสื้อแดงน่าสะพรึงกลัวอย่างคาดไม่ถึง รวมแม้กระทั่งข่าวร้ายว่าโจรใต้กลุ่มแนวร่วมอาร์เคเค (RKK) อาจจะร่วมผสมโรงเพื่อสร้างความเสียหายให้แก่กรุงเทพฯเป็นทวีคูณ
วิกฤติชาดครั้งนี้มีผู้เสียชีวิต (อย่างเป็นทางการ) มากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคใหม่ถึง 88 คน โดยเฉพาะ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม (Romklao Thuwatham) และพลตรี ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดของทั้งฟากกองทัพและกลุ่มคนเสื้อแดง (ตามลำดับ) ที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับความขัดแย้งทางการเมืองในครั้งนี้
การใช้อาวุธร้ายแรงนานาชนิด มีส่วนสำคัญที่ทำให้ความรุนแรงขยายดีกรีจนเกือบจะกลายเป็นสงครามกลางเมือง (หลวง) ที่มีการเปรียบเทียบว่าไม่ต่างจากกรณีของประเทศรวันดา (Rwanda) ถึงแม้ว่า ระเบิดเอ็ม 79 จะเป็นหนึ่งในอาวุธที่สร้างความหวาดกลัวรายวันให้กับประชาชนมากที่สุดในช่วงการชุมนุม แต่จรวดอาร์พีจี (RPG) เกือบกลายเป็นอาวุธที่สร้างความสั่นสะเทือนอย่างใหญ่หลวงให้กับประเทศ เพราะไม่ว่าเป้าหมายที่แท้จริงจะอยู่ที่กระทรวงกลาโหมหรือวัดพระแก้ว แต่หากยิงถูกเป้าเชื่อว่าจะสร้างความเสียหายทั้งในทางจิตวิทยาและทางสัญลักษณ์ที่ประเมินค่าไม่ได้จริงๆ
ในขณะเดียวกัน คมกระสุนของปืนไรเฟิลแรงสูง (Rifle) ด้วยฝีมือของของสไนเปอร์หรือพลซุ่มยิงระยะไกลที่ปลิดชีวิตเสธ.แดง ก็กระทบกระเทือนต่อจิตใจของกลุ่มคนเสื้อแดงไม่น้อย
ประการที่สาม ในอดีตที่ผ่านมา ถนนราชดำเนิน (Ratchadamnoen) เป็นถนนที่มีความสำคัญทางสัญลักษณ์ทางการเมืองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเหตุการณ์ "14 ตุลา 16" เหตุการณ์ "6 ตุลา 19" และเหตุการณ์ "พฤษภาทมิฬ 35" แต่ในปีปัจจุบัน การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง (Red rally) ที่เดิมปักหลักอยู่ที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ ก่อนที่จะย้ายฐานไปตั้งเวทีชุมนุมที่บริเวณแยกราชประสงค์ (Ratchaprasong) มากกว่าสองเดือน สร้างนวัตกรรมทางการเมืองทำให้ชื่อ "ราชประสงค์" โดดเด่นขึ้นมาในประวัติศาสตร์การเมืองไทยเทียบเท่าชื่อ "ราชดำเนิน"
ตลอดช่วงระยะเวลากว่า 36 วันที่มีการปักหลักชุมนุมอย่างหามรุ่งหามค่ำจนทำให้แยกราชประสงค์กลายเป็นจัตุรัสแดง (Red square) ไปโดยพฤตินัย กลุ่มคนเสื้อแดงยังได้ขยายขอบเขตพื้นที่เรดโซน (Red zone) ให้ครอบคลุมไปยังบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะถนนราชดำริ (Ratchadamri) ถนนราชปรารภ (Ratchapralop) ถนนราชวิถี (Ratchawithi) ซอยรางน้ำ (Rangnam) ถนนพระราม 1 (Rama I) และถนนพระราม 4 (Rama IV) ในขณะที่ชื่อ "ราบ11" กลายเป็นกรมทหารรักษาพระองค์ (Regiment Royal Guard) ที่มีบทบาทโดดเด่นมากที่สุดในช่วงวิกฤตการณ์การเมืองปี 2553 นี้ เพราะนอกจากจะเป็นศูนย์บัญชาการหลักของรัฐบาลและกองทัพ ภายใต้ชื่อศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แล้ว ยังเชื่อว่าเป็นเซฟเฮาส์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ รวมทั้งเป็นสถานที่ที่สาธารณชนได้มีโอกาสเห็น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในชุดเครื่องแบบทหารเป็นครั้งแรกๆ ในรอบ 20 ปี
ประการที่สี่ ทันทีที่แกนนำ นปช. ประกาศยุติการชุมนุมในบ่ายวันที่ 19 พฤษภาคม ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมแสดงพลังต่อต้าน (Resistance) รัฐบาลอย่างเต็มที่ ด้วยการก่อการจลาจล (Riot) อย่างบ้าคลั่ง (Rampage) พร้อมทั้งเผา (Raid) อาคารทางธุรกิจสำคัญๆ ที่ตั้งอยู่ในเขตเรดโซนจนแปรเปลี่ยนกลายเป็นสมรภูมิกลางกรุง นับเป็นความบังเอิญอย่างยิ่งที่ความรุนแรงเหล่านี้กระจุกตัวในเขตตัวอาร์เป็นหลักไล่ตั้งแต่ เซ็นทรัลเวิลด์ (ราชประสงค์) โรงภาพยนตร์สยามและวัดปทุมวนาราม (พระราม 1) โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ (ราชดำริ) ซอยรางน้ำ (ราชปรารภ) สวนลุมพินี โรงแรมดุสิตธานี บ่อนไก่และอาคารช่อง 3 (พระราม 4) เซ็นเตอร์วัน (ราชวิถี) รวมทั้ง "วิกฤติชาด 10 เมษา" บริเวณสี่แยกคอกวัว (ราชดำเนิน)
โศกนาฏกรรมดังกล่าว ทำให้คนไทยและชาวโลกได้เห็นเป็นประจักษ์ด้วยสายตาเป็นครั้งแรกว่า ในที่สุด เมืองหลวงของประเทศไทยได้ถูกเผาจริงในปี 2553 โดยกลุ่มคนไทยผู้บ้าคลั่งราวกับว่าต้องการจะข่มขืนปู้ยี่ปู้ยำ (Rape) กรุงเทพฯให้ถึงที่สุด
และเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในเดือนเมษายนปี 2310 ซึ่งเรารับรู้เพียงเฉพาะข้อเท็จจริงว่า กรุงศรีอยุธยาถูกทหารพม่าเผาจนวอดวาย แต่ไม่มีใครเคยเห็นภาพของความหดหู่อัปยศนั้นได้นอกจากจินตนาการ และการเสียกรุงครั้งที่สองนี้เป็นเงื่อนไขที่สำคัญ (ที่สุด) ที่นำไปสู่การกู้เอกราชของสมเด็จพระเจ้าตากสินฯและการสถาปนากรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวงใหม่
แต่นับเป็นความโชคดีของบ้านเมือง ที่การเผากรุงเทพฯในปี พ.ศ.นี้ ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใดๆ อย่างถอนรากถอนโคน เพราะที่ผ่านๆ มา กลุ่มคนเสื้อแดงที่มีความคิดหัวรุนแรง (Radical) ถูกกล่าวหาว่า ดำเนินการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อเป้าหมาย (แอบแฝง) สูงสุดคือการสถาปนารัฐใหม่ นั่นคือการเปลี่ยนแปลงระบอบ (Regime) การเมืองการปกครองใหม่ให้เป็นสาธารณรัฐ (Republic) ที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ โดยเรียกขานอย่างสวยหรูว่า คือการปฏิวัติประชาชน (Revolution)
ประการที่ห้า บทบาทของสื่อมวลชนในช่วงวิกฤตชาดนี้โดดเด่นมากเป็นพิเศษ ผู้สื่อข่าว (Reporter) ทั้งไทยและเทศกลายเป็นเหยื่อเป็นเป้าหมายของความรุนแรง รวมทั้งเนลสัน แรนด์ (Nelson Rand) แห่งสำนักข่าวช่อง France24 ที่รอดตายอย่างหวุดหวิดที่สุด และสื่อเทศที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดก็คือการทำหน้าที่ "เอียง" ของนายแดน ริเวอร์ส (Dan Rivers) แห่งสำนักข่าวซีซีเอ็น
ขณะเดียวกัน ในช่วงเวลาที่กรมตำรวจกำลังประสบปัญหาศรัทธาความน่าเชื่อถือมากที่สุดนั้น ชื่อของ พ.ต.อ.ฤชากร จรเจวุฒิ (Ruechakorn Jorajewut) ก็ได้รับการยกย่องจากสื่อบางฉบับให้เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ผู้ปิดทองหลังพระ ในบทบาทและภารกิจที่กล้าหาญเสี่ยงตายช่วยเหลือชีวิตพนักงานมากกว่าสี่ร้อยคนจากเหตุการณ์เผาเซ็นทรัลเวิลด์
กล่าวกันในบรรดานักการทูตทั้งหลาย ดูเหมือนว่า นายแองโธนิโอ วีนัส โรดิเกวซ (Antonio Venus Rodriguez) เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ มีโอกาสเข้าไปสังเกตการณ์การชุมนุมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอมากที่สุด (คนหนึ่ง) และในฐานะคณบดีผู้อาวุโสสูงสุดในบรรดาทูตานุทูตต่างประเทศทั้งหมด นายโรดิเกวซมีบทบาทไม่น้อยในการประสานทำความเข้าใจระหว่างทูตต่างประเทศและรัฐบาลไทยถึงความสำคัญของ "กิจการภายในประเทศ"
ประการที่หก ในช่วงระหว่างการชุมนุม ได้มีความพยายามจากหลายๆ ฝ่ายที่จะให้มีการเจรจาเพื่อหาทางยุติวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ว่ากันว่าสะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยก (Rift) ในสังคมไทยที่ชัดเจนและร้าวลึกมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2475 โดยเฉพาะอย่างยิ่งความพยายามของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่จะขอเข้าเฝ้าฯ (Royal audience) พระเจ้าแผ่นดิน "พ่อหลวง" ของคนไทย ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงพักฟื้นพระวรกาย (Recuperate) ณ โรงพยาบาลศิริราช เพื่อทรงพระมหากรุณาธิคุณแก้ไข (Resolve) ปัญหาบ้านเมือง แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงถึงความไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะดึงสถาบัน (Royal institution) ที่คนไทยรักและเคารพเทิดทูน (Revere) มากที่สุด ลงมาเกี่ยวข้องกับทางการเมือง (Royal intervention)
ในขณะเดียวกัน ก็มีความพยายามและเรียกร้องให้ต่างประเทศเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลางเจรจา โดยเฉพาะสหประชาชาติ องค์การอาเซียน หรือองค์การกาชาดสากล (Red Cross) แต่บทบาทของกัมพูชาในช่วงวิกฤตชาดนี้กลับชวนให้น่าสงสัยมิน้อย เพราะในด้านหนึ่ง มีการปรับเปลี่ยนท่าทีและนโยบายของนายกรัฐมนตรีฮุน เซนต่อรัฐบาลนายอภิสิทธิ์นับตั้งแต่การประชุมพบปะที่หัวหินในช่วงต้นเดือนเมษายนอย่างคาดไม่ถึง และตลอดระยะเวลาสองเดือนของการชุมนุมคนเสื้อแดง กัมพูชาแทบจะไม่แสดงบทบาทใดๆ ที่เปิดเผยหรือสร้างความรำคาญใจให้แก่รัฐบาลไทยเหมือนก่อนหน้านี้ ที่ดูเหมือนว่าผู้นำกัมพูชาจะ "ถือหาง" คุณทักษิณอย่างชัดเจน
แต่ในอีกด้านหนึ่ง กัมพูชากลับพยายามแสดงบทบาทอย่างกระตือรือร้นและล็อบบี้ให้อาเซียนยกระดับวิกฤตชาดในประเทศไทยให้เป็นปัญหาของภูมิภาค (Regional concern) เปิดทางให้อาเซียนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่ปรากฏว่าสมาชิกส่วนใหญ่ไม่เห็นดีเห็นงามด้วย นอกจากนี้ ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทหารกัมพูชามีบทบาทร่วมอยู่ในกลุ่มผู้ก่อการร้ายชุดดำด้วย แต่รัสเซีย (Russia) กลับกลายเป็นประเทศแรกที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ "19 พฤษภา" เพราะหมายกำหนดการเดินทางไปเยือนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีในช่วงวันที่ 7-9 มิถุนายนต้องถูกเลื่อนออกไป
ประการที่เจ็ด แน่นอนที่สุดว่า "วิกฤตชาด 2553" ไม่ได้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่เกิดจากต้นรากมูลเหตุ (Roots) หลายๆ ประการ
มูลเหตุอันดับแรกสุดก็คือ "ปัจจัยทักษิณ" เพราะนับตั้งแต่ถูกรัฐประหารโค่นล้มอำนาจทางการเมืองในเดือนกันยายน 2549 แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องหลบลี้หนีภัยอาศัยอยู่ในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ถูกศาลพิพากษาจำคุก 2 ปีในคดีซื้อขายที่ดินรัชดาฯ (Ratchadaphisek) และยึดทรัพย์กว่า 4.6 หมื่นล้านบาท กลายเป็นแหล่งเพาะความแค้น (Revenge) ที่รอการสนอง โดยมีเป้าหมายหลักสามประการคือ การกลับเมืองไทย (Return) การขอคืนทรัพย์สินที่ถูกยึด (Reclaim) และการได้รับอภัยโทษ (Royal pardon)
นอกจากนี้ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างคนรวย (Rich) และคนยากจนระดับรากหญ้าในชนบท (Rural) รวมทั้งความเหลื่อมล้ำทางสังคม ในเรื่องสิทธิ (Rights) ต่างๆ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันให้ "ลาวาแดง" ไหลทะลักพลุ่งพล่านปกคลุมสังคมการเมืองไทย ที่ถึงที่สุดแล้ว กลุ่มคนเหล่านี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างทฤษฎีใหม่เพื่อหักล้างทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตย เพื่อพิสูจน์ว่า นอกจากจะเป็นผู้ตั้งรัฐบาลแล้ว คนต่างจังหวัดยังสามารถล้มรัฐบาลได้เช่นกัน
ประการที่แปด วิกฤตชาดครั้งนี้รุนแรงและร้ายแรงเกินกว่าที่จะปล่อยให้ผ่านไปเป็นเพียงประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งได้ คำกล่าวขอโทษและเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้นย่อมไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้น บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ควรจะต้องแสดงออกซึ่งความเสียใจสำนึกผิด (Remorse) ต่อสิ่งที่ได้กระทำและร่วมรับผิดชอบ (Responsibility) ในสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดชอบทางแพ่ง ทางอาญาและทางการเมือง
ในด้านหนึ่ง มีเสียงเรียกร้องจากกลุ่มคนเสื้อแดงตลอดเวลาให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง (Resign) เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อ 88 ชีวิตที่เป็นเหยื่อของความขัดแย้ง
แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ได้แสดงออกซึ่งท่าทีที่ชัดเจนว่า ภายใต้แผนการโรดแมป (Roadmap) เพื่อการสมานฉันท์ (Reconciliation) แห่งชาตินั้น ผู้ร่วมชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงโดยส่วนใหญ่ จะได้รับการปฏิบัติตามแนวทางยุติฉันท์ (Restorative justice) เพราะเชื่อว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย ไม่ได้กระทำผิดกฎหมายใดๆ
ในขณะที่แกนนำและผู้อยู่เบื้องหลังในการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งถูกเรียกขานว่าเป็น "กบฏแดง" (Red rebel) คือผู้ก่อการร้ายที่ไม่สามารถปรองดองกันได้ และจะต้องถูกลงโทษตามแนวทางทัณฑ์ฉันท์ (Retributive justice) นั่นคือคนผิดต้องรับโทษ โดยมีอดีตหัวหน้าพรรคผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทยเป็นเป้าหมายสำคัญแรกสุดอย่างไม่ต้องสงสัย
ในช่วงระหว่างวิกฤติชาด มีข่าวลือ (Rumour) แพร่สะพัดว่า อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 กำลังเผชิญกับโรคร้ายแรงมะเร็งใกล้จะเสียชีวิต แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดก็คือ ณ เวลานี้ คุณทักษิณกลายเป็นคนสองสัญชาติเป็นพลเมืองของมอนเตเนโกรตามกฎหมาย ภายหลังจากที่เข้าไปลงทุนร่วมทำธุรกิจกับกลุ่มเรสติส กรุ๊ป (Restis Group)
เนื่องจากกฎหมายรัฐธรรมนูญห้ามการส่งพลเมืองมอนเตเนโกรไปดำเนินคดีในประเทศอื่น การร้องขอ (Request) ของทางการไทยให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ ในขณะเดียวกัน การร้องขอให้องค์การตำรวจสากลออกหมายแดง (Red notice) เพื่อจับกุมคุณทักษิณในข้อหาก่อการร้าย อาจจะเป็นหนทางเดียวที่รัฐบาลไทยวาดหวังได้ในขณะนี้ ซึ่งจะเป็นการพิสูจน์ว่าโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม (Robert Amsterdam) ที่ปรึกษาทางกฎหมายชาวแคนาดาจะสามารถช่วยเหลือและสร้างข้อได้เปรียบให้คุณทักษิณได้มากน้อยแค่ไหน
จริงอยู่ คุณทักษิณอาจจะยอมรับคำขอจากนายมิลาน โรเซน (Milan Rocen) รัฐมนตรีต่างประเทศของมอนเตเนโกร ที่ให้หลีกเลี่ยงการใช้มอนเตเนโกรเป็นฐานเพื่อก่อให้เกิดปัญหาทางการเมืองในประเทศไทยอีก แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะให้อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ทำให้เกิดภาวะ "แผ่นดินไหว" ที่สั่นสะเทือนการเมืองไทยมากที่สุดยอมสละ (Revoke) สัญชาติไทยตามคำท้าทายของนายกรัฐมนตรี
การถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริงที่ทำให้เกิดวิกฤตชาดที่รุนแรงที่สุดในครั้งนี้ ทำให้โอกาสที่คุณทักษิณจะได้กลับเมืองไทยอย่างยิ่งใหญ่ ได้รับการต้อนรับบน "พรมแดง" (Red carpet) อย่างสมเกียรติจากกลุ่มคนเสื้อแดงตามที่วาดฝันไว้นั้น เหลือน้อยมาก
ปฏิเสธไม่ได้ว่า วิกฤตชาดครั้งนี้เป็นวิกฤตชาติที่รุนแรงที่สุดเท่าที่สังคมไทยเคยประสบมา และไฟแห่งความแค้นความรุนแรงยังระอุอยู่ในหลายๆ พื้นที่ จนทำให้รัฐบาลอ้างเป็นเหตุผลของการคงไว้ซึ่งมาตรการควบคุม (Repression) และจำกัด (Restriction) สิทธิและเสรีภาพบางประการตาม พ.ร.บ.ฉุกเฉินฯ ตลอดจนการใช้รถยนต์กันกระสุน Range Rover ของผู้นำในรัฐบาลและกองทัพ ที่สะท้อนถึงความไม่ปกติในบ้านเมือง แต่ในทางกลับกัน การร่วมมือร่วมแรงกันช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย (Retailers) ที่ได้รับความเสียหายจากวิกฤตชาดก็เป็นสัญญาณที่ดีของพลังสังคม "สายรุ้ง" (Rainbow) หลากสีสัน
เพราะฉะนั้นแล้ว การปรองดองสมานฉันท์จึงถือเป็นสิ่งจำเป็นอันดับแรกสุดและเป็นเป้าหมายสูงสุดของประเทศ ณ เวลานี้ เพื่อที่จะสามารถสมานเยียวยา (Remedy) แผลแห่งความเกลียดชังและคับแค้นใจ (Resentment) ที่ร้าวลึกนี้ได้ ในขณะเดียวกัน รัฐบาลและคนไทยโดยรวมต้องร่วมมือกัน (Reunite) ในการฟื้นฟู (Rehabilitate) และบูรณะ (Rebuild) ประเทศให้พลิกฟื้นขึ้นมา (Recover) เพื่อกอบกู้ (Restore) ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของประเทศ และสร้างหลักประกันว่าบ้านเมืองจะดำรงความเป็นนิติรัฐ (Rule of law) อย่างแท้จริงให้ได้ และที่จะขาดเสียมิได้ ก็คือการปฏิรูป (Reform) ทางการเมืองและสังคม เพื่อลดเงื่อนไขต่างๆ ที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงในอนาคต
มิฉะนั้นแล้ว สังคมไทยจะมีสภาพที่ทรงกับทรุด (Relapse) ไม่ต่างจาก "คนป่วยแห่งเอเชีย"
โดย ปรีชาญาณ วงศ์อรุณ
มติชนออนไลน์
ไม่มีใครจะคาดคิดมาก่อนว่า การชุมนุมทางการเมืองของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือที่รู้จักกันว่ากลุ่มคนเสื้อแดง (Red shirts) ในช่วงระหว่างกลางเดือนมีนาคมและพฤษภาคม จะเลวร้ายกลายเป็นวิกฤติชาด (Red crisis) ที่สั่นสะเทือนสังคมไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน
การชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงกว่า 68 วัน ที่พัฒนากลายเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่รุนแรงที่สุดในประวัติการเมืองไทยยุคใหม่ มีลักษณะพิเศษสำคัญๆ ที่ทำให้แตกต่างจากการชุมนุมทางการเมืองอื่นๆ เท่าที่เคยเกิดขึ้นในเมืองไทยหลายๆ ประการ
ประการแรก ในช่วงแรกเริ่มของการชุมนุม กลุ่มคนเสื้อแดงประกอบพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ (Ritual) ด้วยการเทเลือดในสถานที่ต่างๆ ของฝ่ายปฏิปักษ์ (Rivals) ทางการเมือง โดยเฉพาะทำเนียบรัฐบาล ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ และบ้านพักของนายกรัฐมนตรี รวมทั้งที่บริเวณอนุสาวรีย์พระเจ้ากาวิละ ซึ่งเป็นอดีตเจ้าเมือง (Ruler) เชียงใหม่คนแรก
ประการที่สอง การปรากฏตัวของนักรบโรนิน (Ronin) และกลุ่มคนเสื้อดำติดอาวุธที่ผ่านการฝึกฝนทักษะรบพิเศษ (Rangers) กลายเป็น "อาวุธ" อันทรงพลังที่ทำให้ทฤษฎี "แก้วสามประการ" ของกลุ่มคนเสื้อแดงน่าสะพรึงกลัวอย่างคาดไม่ถึง รวมแม้กระทั่งข่าวร้ายว่าโจรใต้กลุ่มแนวร่วมอาร์เคเค (RKK) อาจจะร่วมผสมโรงเพื่อสร้างความเสียหายให้แก่กรุงเทพฯเป็นทวีคูณ
วิกฤติชาดครั้งนี้มีผู้เสียชีวิต (อย่างเป็นทางการ) มากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคใหม่ถึง 88 คน โดยเฉพาะ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม (Romklao Thuwatham) และพลตรี ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดของทั้งฟากกองทัพและกลุ่มคนเสื้อแดง (ตามลำดับ) ที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับความขัดแย้งทางการเมืองในครั้งนี้
การใช้อาวุธร้ายแรงนานาชนิด มีส่วนสำคัญที่ทำให้ความรุนแรงขยายดีกรีจนเกือบจะกลายเป็นสงครามกลางเมือง (หลวง) ที่มีการเปรียบเทียบว่าไม่ต่างจากกรณีของประเทศรวันดา (Rwanda) ถึงแม้ว่า ระเบิดเอ็ม 79 จะเป็นหนึ่งในอาวุธที่สร้างความหวาดกลัวรายวันให้กับประชาชนมากที่สุดในช่วงการชุมนุม แต่จรวดอาร์พีจี (RPG) เกือบกลายเป็นอาวุธที่สร้างความสั่นสะเทือนอย่างใหญ่หลวงให้กับประเทศ เพราะไม่ว่าเป้าหมายที่แท้จริงจะอยู่ที่กระทรวงกลาโหมหรือวัดพระแก้ว แต่หากยิงถูกเป้าเชื่อว่าจะสร้างความเสียหายทั้งในทางจิตวิทยาและทางสัญลักษณ์ที่ประเมินค่าไม่ได้จริงๆ
ในขณะเดียวกัน คมกระสุนของปืนไรเฟิลแรงสูง (Rifle) ด้วยฝีมือของของสไนเปอร์หรือพลซุ่มยิงระยะไกลที่ปลิดชีวิตเสธ.แดง ก็กระทบกระเทือนต่อจิตใจของกลุ่มคนเสื้อแดงไม่น้อย
ประการที่สาม ในอดีตที่ผ่านมา ถนนราชดำเนิน (Ratchadamnoen) เป็นถนนที่มีความสำคัญทางสัญลักษณ์ทางการเมืองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเหตุการณ์ "14 ตุลา 16" เหตุการณ์ "6 ตุลา 19" และเหตุการณ์ "พฤษภาทมิฬ 35" แต่ในปีปัจจุบัน การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง (Red rally) ที่เดิมปักหลักอยู่ที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ ก่อนที่จะย้ายฐานไปตั้งเวทีชุมนุมที่บริเวณแยกราชประสงค์ (Ratchaprasong) มากกว่าสองเดือน สร้างนวัตกรรมทางการเมืองทำให้ชื่อ "ราชประสงค์" โดดเด่นขึ้นมาในประวัติศาสตร์การเมืองไทยเทียบเท่าชื่อ "ราชดำเนิน"
ตลอดช่วงระยะเวลากว่า 36 วันที่มีการปักหลักชุมนุมอย่างหามรุ่งหามค่ำจนทำให้แยกราชประสงค์กลายเป็นจัตุรัสแดง (Red square) ไปโดยพฤตินัย กลุ่มคนเสื้อแดงยังได้ขยายขอบเขตพื้นที่เรดโซน (Red zone) ให้ครอบคลุมไปยังบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะถนนราชดำริ (Ratchadamri) ถนนราชปรารภ (Ratchapralop) ถนนราชวิถี (Ratchawithi) ซอยรางน้ำ (Rangnam) ถนนพระราม 1 (Rama I) และถนนพระราม 4 (Rama IV) ในขณะที่ชื่อ "ราบ11" กลายเป็นกรมทหารรักษาพระองค์ (Regiment Royal Guard) ที่มีบทบาทโดดเด่นมากที่สุดในช่วงวิกฤตการณ์การเมืองปี 2553 นี้ เพราะนอกจากจะเป็นศูนย์บัญชาการหลักของรัฐบาลและกองทัพ ภายใต้ชื่อศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แล้ว ยังเชื่อว่าเป็นเซฟเฮาส์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ รวมทั้งเป็นสถานที่ที่สาธารณชนได้มีโอกาสเห็น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในชุดเครื่องแบบทหารเป็นครั้งแรกๆ ในรอบ 20 ปี
ประการที่สี่ ทันทีที่แกนนำ นปช. ประกาศยุติการชุมนุมในบ่ายวันที่ 19 พฤษภาคม ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมแสดงพลังต่อต้าน (Resistance) รัฐบาลอย่างเต็มที่ ด้วยการก่อการจลาจล (Riot) อย่างบ้าคลั่ง (Rampage) พร้อมทั้งเผา (Raid) อาคารทางธุรกิจสำคัญๆ ที่ตั้งอยู่ในเขตเรดโซนจนแปรเปลี่ยนกลายเป็นสมรภูมิกลางกรุง นับเป็นความบังเอิญอย่างยิ่งที่ความรุนแรงเหล่านี้กระจุกตัวในเขตตัวอาร์เป็นหลักไล่ตั้งแต่ เซ็นทรัลเวิลด์ (ราชประสงค์) โรงภาพยนตร์สยามและวัดปทุมวนาราม (พระราม 1) โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ (ราชดำริ) ซอยรางน้ำ (ราชปรารภ) สวนลุมพินี โรงแรมดุสิตธานี บ่อนไก่และอาคารช่อง 3 (พระราม 4) เซ็นเตอร์วัน (ราชวิถี) รวมทั้ง "วิกฤติชาด 10 เมษา" บริเวณสี่แยกคอกวัว (ราชดำเนิน)
โศกนาฏกรรมดังกล่าว ทำให้คนไทยและชาวโลกได้เห็นเป็นประจักษ์ด้วยสายตาเป็นครั้งแรกว่า ในที่สุด เมืองหลวงของประเทศไทยได้ถูกเผาจริงในปี 2553 โดยกลุ่มคนไทยผู้บ้าคลั่งราวกับว่าต้องการจะข่มขืนปู้ยี่ปู้ยำ (Rape) กรุงเทพฯให้ถึงที่สุด
และเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในเดือนเมษายนปี 2310 ซึ่งเรารับรู้เพียงเฉพาะข้อเท็จจริงว่า กรุงศรีอยุธยาถูกทหารพม่าเผาจนวอดวาย แต่ไม่มีใครเคยเห็นภาพของความหดหู่อัปยศนั้นได้นอกจากจินตนาการ และการเสียกรุงครั้งที่สองนี้เป็นเงื่อนไขที่สำคัญ (ที่สุด) ที่นำไปสู่การกู้เอกราชของสมเด็จพระเจ้าตากสินฯและการสถาปนากรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวงใหม่
แต่นับเป็นความโชคดีของบ้านเมือง ที่การเผากรุงเทพฯในปี พ.ศ.นี้ ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใดๆ อย่างถอนรากถอนโคน เพราะที่ผ่านๆ มา กลุ่มคนเสื้อแดงที่มีความคิดหัวรุนแรง (Radical) ถูกกล่าวหาว่า ดำเนินการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อเป้าหมาย (แอบแฝง) สูงสุดคือการสถาปนารัฐใหม่ นั่นคือการเปลี่ยนแปลงระบอบ (Regime) การเมืองการปกครองใหม่ให้เป็นสาธารณรัฐ (Republic) ที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ โดยเรียกขานอย่างสวยหรูว่า คือการปฏิวัติประชาชน (Revolution)
ประการที่ห้า บทบาทของสื่อมวลชนในช่วงวิกฤตชาดนี้โดดเด่นมากเป็นพิเศษ ผู้สื่อข่าว (Reporter) ทั้งไทยและเทศกลายเป็นเหยื่อเป็นเป้าหมายของความรุนแรง รวมทั้งเนลสัน แรนด์ (Nelson Rand) แห่งสำนักข่าวช่อง France24 ที่รอดตายอย่างหวุดหวิดที่สุด และสื่อเทศที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดก็คือการทำหน้าที่ "เอียง" ของนายแดน ริเวอร์ส (Dan Rivers) แห่งสำนักข่าวซีซีเอ็น
ขณะเดียวกัน ในช่วงเวลาที่กรมตำรวจกำลังประสบปัญหาศรัทธาความน่าเชื่อถือมากที่สุดนั้น ชื่อของ พ.ต.อ.ฤชากร จรเจวุฒิ (Ruechakorn Jorajewut) ก็ได้รับการยกย่องจากสื่อบางฉบับให้เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ผู้ปิดทองหลังพระ ในบทบาทและภารกิจที่กล้าหาญเสี่ยงตายช่วยเหลือชีวิตพนักงานมากกว่าสี่ร้อยคนจากเหตุการณ์เผาเซ็นทรัลเวิลด์
กล่าวกันในบรรดานักการทูตทั้งหลาย ดูเหมือนว่า นายแองโธนิโอ วีนัส โรดิเกวซ (Antonio Venus Rodriguez) เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ มีโอกาสเข้าไปสังเกตการณ์การชุมนุมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอมากที่สุด (คนหนึ่ง) และในฐานะคณบดีผู้อาวุโสสูงสุดในบรรดาทูตานุทูตต่างประเทศทั้งหมด นายโรดิเกวซมีบทบาทไม่น้อยในการประสานทำความเข้าใจระหว่างทูตต่างประเทศและรัฐบาลไทยถึงความสำคัญของ "กิจการภายในประเทศ"
ประการที่หก ในช่วงระหว่างการชุมนุม ได้มีความพยายามจากหลายๆ ฝ่ายที่จะให้มีการเจรจาเพื่อหาทางยุติวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ว่ากันว่าสะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยก (Rift) ในสังคมไทยที่ชัดเจนและร้าวลึกมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2475 โดยเฉพาะอย่างยิ่งความพยายามของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่จะขอเข้าเฝ้าฯ (Royal audience) พระเจ้าแผ่นดิน "พ่อหลวง" ของคนไทย ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงพักฟื้นพระวรกาย (Recuperate) ณ โรงพยาบาลศิริราช เพื่อทรงพระมหากรุณาธิคุณแก้ไข (Resolve) ปัญหาบ้านเมือง แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงถึงความไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะดึงสถาบัน (Royal institution) ที่คนไทยรักและเคารพเทิดทูน (Revere) มากที่สุด ลงมาเกี่ยวข้องกับทางการเมือง (Royal intervention)
ในขณะเดียวกัน ก็มีความพยายามและเรียกร้องให้ต่างประเทศเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลางเจรจา โดยเฉพาะสหประชาชาติ องค์การอาเซียน หรือองค์การกาชาดสากล (Red Cross) แต่บทบาทของกัมพูชาในช่วงวิกฤตชาดนี้กลับชวนให้น่าสงสัยมิน้อย เพราะในด้านหนึ่ง มีการปรับเปลี่ยนท่าทีและนโยบายของนายกรัฐมนตรีฮุน เซนต่อรัฐบาลนายอภิสิทธิ์นับตั้งแต่การประชุมพบปะที่หัวหินในช่วงต้นเดือนเมษายนอย่างคาดไม่ถึง และตลอดระยะเวลาสองเดือนของการชุมนุมคนเสื้อแดง กัมพูชาแทบจะไม่แสดงบทบาทใดๆ ที่เปิดเผยหรือสร้างความรำคาญใจให้แก่รัฐบาลไทยเหมือนก่อนหน้านี้ ที่ดูเหมือนว่าผู้นำกัมพูชาจะ "ถือหาง" คุณทักษิณอย่างชัดเจน
แต่ในอีกด้านหนึ่ง กัมพูชากลับพยายามแสดงบทบาทอย่างกระตือรือร้นและล็อบบี้ให้อาเซียนยกระดับวิกฤตชาดในประเทศไทยให้เป็นปัญหาของภูมิภาค (Regional concern) เปิดทางให้อาเซียนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่ปรากฏว่าสมาชิกส่วนใหญ่ไม่เห็นดีเห็นงามด้วย นอกจากนี้ ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทหารกัมพูชามีบทบาทร่วมอยู่ในกลุ่มผู้ก่อการร้ายชุดดำด้วย แต่รัสเซีย (Russia) กลับกลายเป็นประเทศแรกที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ "19 พฤษภา" เพราะหมายกำหนดการเดินทางไปเยือนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีในช่วงวันที่ 7-9 มิถุนายนต้องถูกเลื่อนออกไป
ประการที่เจ็ด แน่นอนที่สุดว่า "วิกฤตชาด 2553" ไม่ได้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่เกิดจากต้นรากมูลเหตุ (Roots) หลายๆ ประการ
มูลเหตุอันดับแรกสุดก็คือ "ปัจจัยทักษิณ" เพราะนับตั้งแต่ถูกรัฐประหารโค่นล้มอำนาจทางการเมืองในเดือนกันยายน 2549 แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องหลบลี้หนีภัยอาศัยอยู่ในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ถูกศาลพิพากษาจำคุก 2 ปีในคดีซื้อขายที่ดินรัชดาฯ (Ratchadaphisek) และยึดทรัพย์กว่า 4.6 หมื่นล้านบาท กลายเป็นแหล่งเพาะความแค้น (Revenge) ที่รอการสนอง โดยมีเป้าหมายหลักสามประการคือ การกลับเมืองไทย (Return) การขอคืนทรัพย์สินที่ถูกยึด (Reclaim) และการได้รับอภัยโทษ (Royal pardon)
นอกจากนี้ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างคนรวย (Rich) และคนยากจนระดับรากหญ้าในชนบท (Rural) รวมทั้งความเหลื่อมล้ำทางสังคม ในเรื่องสิทธิ (Rights) ต่างๆ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันให้ "ลาวาแดง" ไหลทะลักพลุ่งพล่านปกคลุมสังคมการเมืองไทย ที่ถึงที่สุดแล้ว กลุ่มคนเหล่านี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างทฤษฎีใหม่เพื่อหักล้างทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตย เพื่อพิสูจน์ว่า นอกจากจะเป็นผู้ตั้งรัฐบาลแล้ว คนต่างจังหวัดยังสามารถล้มรัฐบาลได้เช่นกัน
ประการที่แปด วิกฤตชาดครั้งนี้รุนแรงและร้ายแรงเกินกว่าที่จะปล่อยให้ผ่านไปเป็นเพียงประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งได้ คำกล่าวขอโทษและเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้นย่อมไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้น บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ควรจะต้องแสดงออกซึ่งความเสียใจสำนึกผิด (Remorse) ต่อสิ่งที่ได้กระทำและร่วมรับผิดชอบ (Responsibility) ในสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดชอบทางแพ่ง ทางอาญาและทางการเมือง
ในด้านหนึ่ง มีเสียงเรียกร้องจากกลุ่มคนเสื้อแดงตลอดเวลาให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง (Resign) เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อ 88 ชีวิตที่เป็นเหยื่อของความขัดแย้ง
แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ได้แสดงออกซึ่งท่าทีที่ชัดเจนว่า ภายใต้แผนการโรดแมป (Roadmap) เพื่อการสมานฉันท์ (Reconciliation) แห่งชาตินั้น ผู้ร่วมชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงโดยส่วนใหญ่ จะได้รับการปฏิบัติตามแนวทางยุติฉันท์ (Restorative justice) เพราะเชื่อว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย ไม่ได้กระทำผิดกฎหมายใดๆ
ในขณะที่แกนนำและผู้อยู่เบื้องหลังในการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งถูกเรียกขานว่าเป็น "กบฏแดง" (Red rebel) คือผู้ก่อการร้ายที่ไม่สามารถปรองดองกันได้ และจะต้องถูกลงโทษตามแนวทางทัณฑ์ฉันท์ (Retributive justice) นั่นคือคนผิดต้องรับโทษ โดยมีอดีตหัวหน้าพรรคผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทยเป็นเป้าหมายสำคัญแรกสุดอย่างไม่ต้องสงสัย
ในช่วงระหว่างวิกฤติชาด มีข่าวลือ (Rumour) แพร่สะพัดว่า อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 กำลังเผชิญกับโรคร้ายแรงมะเร็งใกล้จะเสียชีวิต แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดก็คือ ณ เวลานี้ คุณทักษิณกลายเป็นคนสองสัญชาติเป็นพลเมืองของมอนเตเนโกรตามกฎหมาย ภายหลังจากที่เข้าไปลงทุนร่วมทำธุรกิจกับกลุ่มเรสติส กรุ๊ป (Restis Group)
เนื่องจากกฎหมายรัฐธรรมนูญห้ามการส่งพลเมืองมอนเตเนโกรไปดำเนินคดีในประเทศอื่น การร้องขอ (Request) ของทางการไทยให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ ในขณะเดียวกัน การร้องขอให้องค์การตำรวจสากลออกหมายแดง (Red notice) เพื่อจับกุมคุณทักษิณในข้อหาก่อการร้าย อาจจะเป็นหนทางเดียวที่รัฐบาลไทยวาดหวังได้ในขณะนี้ ซึ่งจะเป็นการพิสูจน์ว่าโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม (Robert Amsterdam) ที่ปรึกษาทางกฎหมายชาวแคนาดาจะสามารถช่วยเหลือและสร้างข้อได้เปรียบให้คุณทักษิณได้มากน้อยแค่ไหน
จริงอยู่ คุณทักษิณอาจจะยอมรับคำขอจากนายมิลาน โรเซน (Milan Rocen) รัฐมนตรีต่างประเทศของมอนเตเนโกร ที่ให้หลีกเลี่ยงการใช้มอนเตเนโกรเป็นฐานเพื่อก่อให้เกิดปัญหาทางการเมืองในประเทศไทยอีก แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะให้อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ทำให้เกิดภาวะ "แผ่นดินไหว" ที่สั่นสะเทือนการเมืองไทยมากที่สุดยอมสละ (Revoke) สัญชาติไทยตามคำท้าทายของนายกรัฐมนตรี
การถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริงที่ทำให้เกิดวิกฤตชาดที่รุนแรงที่สุดในครั้งนี้ ทำให้โอกาสที่คุณทักษิณจะได้กลับเมืองไทยอย่างยิ่งใหญ่ ได้รับการต้อนรับบน "พรมแดง" (Red carpet) อย่างสมเกียรติจากกลุ่มคนเสื้อแดงตามที่วาดฝันไว้นั้น เหลือน้อยมาก
ปฏิเสธไม่ได้ว่า วิกฤตชาดครั้งนี้เป็นวิกฤตชาติที่รุนแรงที่สุดเท่าที่สังคมไทยเคยประสบมา และไฟแห่งความแค้นความรุนแรงยังระอุอยู่ในหลายๆ พื้นที่ จนทำให้รัฐบาลอ้างเป็นเหตุผลของการคงไว้ซึ่งมาตรการควบคุม (Repression) และจำกัด (Restriction) สิทธิและเสรีภาพบางประการตาม พ.ร.บ.ฉุกเฉินฯ ตลอดจนการใช้รถยนต์กันกระสุน Range Rover ของผู้นำในรัฐบาลและกองทัพ ที่สะท้อนถึงความไม่ปกติในบ้านเมือง แต่ในทางกลับกัน การร่วมมือร่วมแรงกันช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย (Retailers) ที่ได้รับความเสียหายจากวิกฤตชาดก็เป็นสัญญาณที่ดีของพลังสังคม "สายรุ้ง" (Rainbow) หลากสีสัน
เพราะฉะนั้นแล้ว การปรองดองสมานฉันท์จึงถือเป็นสิ่งจำเป็นอันดับแรกสุดและเป็นเป้าหมายสูงสุดของประเทศ ณ เวลานี้ เพื่อที่จะสามารถสมานเยียวยา (Remedy) แผลแห่งความเกลียดชังและคับแค้นใจ (Resentment) ที่ร้าวลึกนี้ได้ ในขณะเดียวกัน รัฐบาลและคนไทยโดยรวมต้องร่วมมือกัน (Reunite) ในการฟื้นฟู (Rehabilitate) และบูรณะ (Rebuild) ประเทศให้พลิกฟื้นขึ้นมา (Recover) เพื่อกอบกู้ (Restore) ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของประเทศ และสร้างหลักประกันว่าบ้านเมืองจะดำรงความเป็นนิติรัฐ (Rule of law) อย่างแท้จริงให้ได้ และที่จะขาดเสียมิได้ ก็คือการปฏิรูป (Reform) ทางการเมืองและสังคม เพื่อลดเงื่อนไขต่างๆ ที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงในอนาคต
มิฉะนั้นแล้ว สังคมไทยจะมีสภาพที่ทรงกับทรุด (Relapse) ไม่ต่างจาก "คนป่วยแห่งเอเชีย"
โดย ปรีชาญาณ วงศ์อรุณ
มติชนออนไลน์
ความจริงที่ถุกปิดกั้น
by น้าเสือ | Vote to close topic/// ประชาไท
นัก ข่าวเยอรมัน รุดพบตร. ค้นหานปช.ถูกยิง
ถ่ายภาพไว้ได้-ที่"ราชปรารภ" เพิ่งรู้ว่าตาย-ให้การนาทีฆ่า! ยันทหารลงมือต่อหน้าต่อตา
ที่สน.พญาไท นายนิก นอสทิส ผู้สื่อข่าวอิสระชาวเยอรมัน เข้าพบพ.ต.ท.เทพพิทักษ์ แสงกล้า พนักงานสอบสวน สน. พญาไท เพื่อติดตามข้อมูลของผู้ชุมนุมเสื้อแดงรายหนึ่ง ซึ่งนักข่าวเยอรมันรายนี้แจ้งว่า เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ได้ภาพถ่ายชายคนหนึ่ง ขณะถูกยิงล้มลงที่หน้าปั๊มน้ำมันเชลล์ ถนนราชปรารภ อยากทราบว่าขณะนี้มีชะตากรรมเป็นอย่างไร ตำรวจจึงนำแฟ้มผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์มาให้ดูและพบว่าชายคนดังกล่าวคือนาย ชาญณรงค์ พลศรีลา อายุ 45 ปี จากสภาพศพเมื่อมาประกอบกับภาพถ่ายของนายนิก ปรากฏว่าเป็นรายเดียวกัน เมื่อนายนิกรับทราบว่าผู้อยู่ในภาพข่าวของตัวเองเสียชีวิตก็ถึงกับหน้าสลด นิ่งอึ้งอยู่พักใหญ่ อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนขอความร่วมมือนายนิกโดยเชิญสอบปากคำเพื่อเป็นพยานนานกว่า 2 ชั่วโมง นายนิก มอบภาพถ่ายที่บันทึกไว้ในวันเกิดเหตุเป็นหลักฐานกับตำรวจด้วย
นายนิก กล่าวว่า เสียใจมากที่ชายคนนี้ตาย เพราะหลังเหตุการณ์นั้นทั้งภาพและเสียงร้องขอความช่วยเหลือของชายคนนี้ติดตา ตนมาตลอด วันที่ 15 พ.ค. ชายคนนี้เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง แค่ไม่กี่คนที่พยายามนำยางรถยนต์มาขวางถนนราชปรารภ ห่างจากทหารราว 80 เมตร ชายคนนี้เข้ามาพูดคุยกับนักข่าวต่างประเทศ พร้อมชูหนังสติ๊กแล้วคุยว่านี่คืออาวุธที่จะสู้กับทหาร จากนั้นไม่นานชายคนนี้ก็ถูกยิงล้มลง เจ้าตัวพยายามคลานเข้ามาหลบไปปั๊มแล้วปีนข้ามกำแพงปั๊มไปหลบในบ่อบัวของบ้าน หลังหนึ่ง
นายนิก กล่าวอีกว่า เห็นกับตาแม้อยู่ในน้ำแล้ว แต่ทหารยังปีนตามมาลากตัวออกไปทั้งยังด่าว่าอย่างหยาบคาย จากวันนั้นพยายามตามหาชายผู้นี้ เพราะอยากรู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่าง ไร จนมาทราบว่าเสียชีวิตแล้ว ไม่เข้าใจว่าทหารไทยทำแบบนี้ได้อย่างไร ไม่มีการยิง แก๊สน้ำตา ไม่มียิงขู่ แต่ยิงตรงๆ ชายคนนี้ไม่ควรต้องมาตาย เรื่องนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ ตนพร้อมเป็นพยานกับตำรวจเพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้ตายรายนี้ และในวันเกิดเหตุมีนักข่าวต่างประเทศยืนอยู่ด้วยหลายคนมีทั้งภาพนิ่ง และคลิปวิดีโอเป็นหลักฐาน ส่วนตัวตั้งใจจะไปพบครอบครัวนายชาญณรงค์ เพื่อเล่าเหตุ การณ์ต่างๆ ให้ฟัง
นัก ข่าวเยอรมัน รุดพบตร. ค้นหานปช.ถูกยิง
ถ่ายภาพไว้ได้-ที่"ราชปรารภ" เพิ่งรู้ว่าตาย-ให้การนาทีฆ่า! ยันทหารลงมือต่อหน้าต่อตา
ที่สน.พญาไท นายนิก นอสทิส ผู้สื่อข่าวอิสระชาวเยอรมัน เข้าพบพ.ต.ท.เทพพิทักษ์ แสงกล้า พนักงานสอบสวน สน. พญาไท เพื่อติดตามข้อมูลของผู้ชุมนุมเสื้อแดงรายหนึ่ง ซึ่งนักข่าวเยอรมันรายนี้แจ้งว่า เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ได้ภาพถ่ายชายคนหนึ่ง ขณะถูกยิงล้มลงที่หน้าปั๊มน้ำมันเชลล์ ถนนราชปรารภ อยากทราบว่าขณะนี้มีชะตากรรมเป็นอย่างไร ตำรวจจึงนำแฟ้มผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์มาให้ดูและพบว่าชายคนดังกล่าวคือนาย ชาญณรงค์ พลศรีลา อายุ 45 ปี จากสภาพศพเมื่อมาประกอบกับภาพถ่ายของนายนิก ปรากฏว่าเป็นรายเดียวกัน เมื่อนายนิกรับทราบว่าผู้อยู่ในภาพข่าวของตัวเองเสียชีวิตก็ถึงกับหน้าสลด นิ่งอึ้งอยู่พักใหญ่ อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนขอความร่วมมือนายนิกโดยเชิญสอบปากคำเพื่อเป็นพยานนานกว่า 2 ชั่วโมง นายนิก มอบภาพถ่ายที่บันทึกไว้ในวันเกิดเหตุเป็นหลักฐานกับตำรวจด้วย
นายนิก กล่าวว่า เสียใจมากที่ชายคนนี้ตาย เพราะหลังเหตุการณ์นั้นทั้งภาพและเสียงร้องขอความช่วยเหลือของชายคนนี้ติดตา ตนมาตลอด วันที่ 15 พ.ค. ชายคนนี้เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง แค่ไม่กี่คนที่พยายามนำยางรถยนต์มาขวางถนนราชปรารภ ห่างจากทหารราว 80 เมตร ชายคนนี้เข้ามาพูดคุยกับนักข่าวต่างประเทศ พร้อมชูหนังสติ๊กแล้วคุยว่านี่คืออาวุธที่จะสู้กับทหาร จากนั้นไม่นานชายคนนี้ก็ถูกยิงล้มลง เจ้าตัวพยายามคลานเข้ามาหลบไปปั๊มแล้วปีนข้ามกำแพงปั๊มไปหลบในบ่อบัวของบ้าน หลังหนึ่ง
นายนิก กล่าวอีกว่า เห็นกับตาแม้อยู่ในน้ำแล้ว แต่ทหารยังปีนตามมาลากตัวออกไปทั้งยังด่าว่าอย่างหยาบคาย จากวันนั้นพยายามตามหาชายผู้นี้ เพราะอยากรู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่าง ไร จนมาทราบว่าเสียชีวิตแล้ว ไม่เข้าใจว่าทหารไทยทำแบบนี้ได้อย่างไร ไม่มีการยิง แก๊สน้ำตา ไม่มียิงขู่ แต่ยิงตรงๆ ชายคนนี้ไม่ควรต้องมาตาย เรื่องนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ ตนพร้อมเป็นพยานกับตำรวจเพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้ตายรายนี้ และในวันเกิดเหตุมีนักข่าวต่างประเทศยืนอยู่ด้วยหลายคนมีทั้งภาพนิ่ง และคลิปวิดีโอเป็นหลักฐาน ส่วนตัวตั้งใจจะไปพบครอบครัวนายชาญณรงค์ เพื่อเล่าเหตุ การณ์ต่างๆ ให้ฟัง
วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันพุธที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
